ในตอนเย็นวันจันทร์ของเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 2007 บริษัท Netflix ที่ดำเนินธุรกิจเช่าวีดีโอออนไลน์ ระบบได้หยุดชะงักลง และไม่สามารถทำงานต่อไปได้ จนกระทั่งถึงช่วงบ่ายในวันอังคาร เหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ต้องขาดรายได้ไปจำนวนมากแล้ว ลุกค้าก็ไม่พึงพอใจเช่นกัน เนื่องจากระบบถูกระงับการบริการ ลูกค้าใช้งานไม่ได้เป็นเวลานานกว่า 18ชั่วโมง และช่วงไม่กี่ปีมานี้ อัตราการเจริญเติบของธุรกิจออนไลน์ได้ขยายตัวขึ้นมาก จึงทำให้หลายบริษัทด้วยกันได้ตระหนักถึงความสำคัญกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีการพิจารณามาตรการเพื่อป้องกันระบบหยุดชะงัก หรือที่เรียกว่า Downtime
ดาวน์ไทม์(Downtime)คือช่วงเวลาที่ระบบหยุดทำงาน โดยผู้ใช้ไม่สามารถใช้งานระบบสารสนเทศและไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในระบบได้ ส่งผลให้ธุรกิจต้องหยุดทำงานชั่วคราว จนกว่าจะมีการแก้ไขให้ระบบกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม และถือเป็นสถานการณ์อันเลวร้ายต่อแทบทุกธุรกิจทั่วโลก ตัวอย่างเช่น
- มีการประมาณไว้ว่า ธุรกิจในอเมริกาต้องสูญเสียไปกว่า 4 พันล้านเป็นประจำทุกปี อันเนื่องมาจากสาเหตุการดาวน์ไทม์
- ธุรกิจสายการบินที่เปิดบริการจองที่นั่งออนไลน์ ต้องสูญเสียรายได้ไปกว่า 90,000ดอลลาร์ ต่อการดาวน์ไทม์1 ชั่วโมง
- ธุรกิจค้าปลีกแบบออนไลน์ต้องสูญเสียรายได้กว่า 900,000 ดอลลาร์
- ธนาคารต้องสูญเสียรายได้จากการบริการบัตรเครดิตกว่า 2.6 ล้านดอลลาร์
- นายหน้าซื้อขายหุ้นออนไลน์ ต้องสูญเสียรายได้กว่า 6.5 ล้านดอลลาร์ต่อการดาวน์ไทม์1 ชั่วโมง สำหรับการประมาณการโดยเฉลี่ยจากการดาวน์ไทม์ต่อการสูญเสียของธุรกิจ CRM จะสูญเสีย 2,500 ดอลลาร์ต่อนาที และธุรกิจอีคอมเมิร์ชจะสูญเสียประมาณ 7,800 ดอลลาร์ต่อนาที ซึ่งต้นทุนการสูญเสียอาจสูงขึ้นกว่านี้ได้ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและขนาดของธุรกิจเป็นสำคัญ รวมถึงปัจจัยในด้านอื่นๆ
- มีการประมาณไว้ว่า ธุรกิจในอเมริกาต้องสูญเสียไปกว่า 4 พันล้านเป็นประจำทุกปี อันเนื่องมาจากสาเหตุการดาวน์ไทม์
- ธุรกิจสายการบินที่เปิดบริการจองที่นั่งออนไลน์ ต้องสูญเสียรายได้ไปกว่า 90,000ดอลลาร์ ต่อการดาวน์ไทม์1 ชั่วโมง
- ธุรกิจค้าปลีกแบบออนไลน์ต้องสูญเสียรายได้กว่า 900,000 ดอลลาร์
- ธนาคารต้องสูญเสียรายได้จากการบริการบัตรเครดิตกว่า 2.6 ล้านดอลลาร์
- นายหน้าซื้อขายหุ้นออนไลน์ ต้องสูญเสียรายได้กว่า 6.5 ล้านดอลลาร์ต่อการดาวน์ไทม์1 ชั่วโมง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น