วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563

คอมพิวเตอร์สีเขียวกับสิ่งแวดล้อม



การช่วยอนุรักษ์สภาพแวดล้อมเพื่อรักษาโลก คนละไม้คนละมือไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ บางครั้งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราลืมคิดไป หรือไม่ทันนึกถึงนี่แหละ ก็สามารถช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ได้อย่างเห็นผล ถ้าทุกคนร่วมมือกัน
                                       

อย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ สมองกลอัจฉริยะที่ ณ ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนส่วนใหญ่ในโลกไปแล้ว


ถ้าเราลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ ท่านเชื่อไหมว่าจะช่วยประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมได้แบบง่ายดายสุดๆ เช่นกัน



เคล็ดลับประหยัดพลังงานและค่าไฟ

1.เริ่มต้นกันที่ จอภาพ แค่ลดความสว่างลง ไม่ต้องตั้งให้สว่างจ้าเกินไป จะลดอัตราการกินไฟทันที

2.เมื่อเลิกใช้งานให้ปิดทั้งคอมพิวเตอร์ จอ ภาพ พรินเตอร์ และถอดปลั๊กออกด้วย

3. การตั้งค่าพักหน้าจอให้อยู่ในโหมด Screen Saver ไม่ได้ช่วยประหยัดพลังงาน เพราะจอภาพยังทำงานเหมือนเดิม

4.ถ้าคิดว่าจะพักใช้งานชั่วคราวไม่เกิน 1 ชั่วโมง ให้เลือกปิด หรือ Shut Down ด้วยโหมด Standby แต่ถ้าพักนานราว 2-3 ชั่วโมงให้เลือกโหมด Hibernate

5.ถ้าขี้เกียจนั่งกด Shut Down ให้เซ็ตตั้งค่าพักเครื่องแบบ Standby โดยระบบอัตโนมัติ โดยให้เข้าไปตั้งใน Control Panel เลือกหัวข้อ Power Options Properties จากนั้นตรงหัวข้อ Turn off Monitor เลือกตั้งค่าไว้ 10 นาที ส่วนค่า Standby ตั้งไว้ 1 ชั่วโมง

6.จอแบน (Flat Panel) กินไฟน้อย

7.ถ้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำงานหนักๆ ควรเลือกซื้อคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุค เพราะกินไฟน้อยกว่าแบบตั้งโต๊ะ

การจัดการกับ คอมพ์เก่า

คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องมี "สารเคมีเป็นพิษ" เป็นส่วนผสมอยู่หลายชนิด ที่พบบ่อย เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู สารทนไฟกลุ่มโบรมีน แคดเมียม และเบริลเลียม ในแต่ละปีคาดว่ามีคอมพิวเตอร์ตกรุ่นประมาณ 40 ล้านเครื่องทั่วโลก ถ้าเจ้าของต่างพร้อมใจนำไปทิ้งไม่เป็นที่เป็นทางโดยไม่จัดการดูแลให้ดีจะสร้างปัญหา "ขยะอิเล็กทรอนิกส์" ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้นทุกขณะ เพราะสารพิษดังกล่าวจะแทรกซึมเข้าสู่สภาพแวดล้อม

ข้อแนะนำที่ดีที่สุด คือ ให้นำเครื่องตกรุ่นเหล่านั้นไป บริจาค ตามสถาบันการศึกษา กลุ่มผู้ด้อยโอกาส สถานที่ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ฯลฯ

ถ้ายังพอใช้งานได้ ให้นำไปปรึกษาช่างคอม พิวเตอร์ว่าสามารถ "อัพเกรด" ถอดเปลี่ยนระบบการทำงานใหม่ๆ เข้าไปใช้แทนของเก่าได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ก่อนหอบไปบริจาคนั้นควรต้องลบ "ข้อมูลส่วนตัว" ที่อยู่ในความจำออกไปเสียก่อน เพื่อความปลอดภัย

ในกรณีที่เสียดายตัดใจบริจาคไม่ลง ให้ถอดแยกชิ้น "ฮาร์ดแวร์" ที่ยังใช้งานได้อยู่มาเก็บไว้เป็นอะไหล่สำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ แรม สายเคเบิล พัดลมระบายความร้อน

เทคนิคง่ายๆ เพียงแค่นี้ ช่วยให้เราใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

คอมพิวเตอร์สีเขียว

   

    คอมพิวเตอร์สีเขียวคืออะไร คอมพิวเตอร์สีเขียว คือ แนวคิดในการบริหารจัดการ และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หลายบริษัทที่เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์กำลังพูดกันถึงเรื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสีเขียว (Green PC) ซึ่งความหมายหนึ่งที่พวกเขาหมายถึง คือ การผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้มาตรฐานโดยให้กินไฟน้อย หรือใช้กระแสไฟน้อย ดังนั้น ควรมีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีผลกระทบต่อโลกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
      อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้ผลิตได้ทำการผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสีเขียวอย่างแท้จริงบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์จะต้องลดปริมาณของวัสดุที่เป็นอันตรายลงอย่างมาก และต้องเพิ่มจำนวนสิ่งซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หรือการใช้ซ้ำนั่นเอง
     เป้าหมายของการใช้คอมพิวเตอร์สีเขียวนั้น มีความคล้ายคลึงกับเคมีสีเขียวคือ ลดการใช้วัสดุที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในช่วงชีวิตของผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการ รีไซเคิลหรือย่อยสลายทางชีวภาพของผลิตภัณฑ์และของเสียจากโรงงาน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และโทรศัพท์มือถือ บรรจุไปด้วยองค์ประกอบจำนวนมากเป็นพันๆ ชนิดที่แตกต่างกัน รวมทั้งบางอย่างซึ่งทราบกันดีว่า เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม เช่น เบริลเลียม, แคดเมียม, ตะกั่ว, ปรอท, สารทนไฟโบรมีน, ซีลีเนียม และโพลีไวนิลคลอไรด์ เป็นต้น พนักงานผู้ทำงานอยู่ในกระบวนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และซัพพลายเออร์ ในทุกขั้นตอน ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่ดีหรือแข็งแรง ในการสัมผัสกับวัตถุดิบเหล่านี้
    นอกจากนั้น ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังสามารถสัมผัสกับวัสดุที่ออกแบบไม่ดี หรืออุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นอย่างไม่ถูกต้องเหล่านี้ได้เหมือนกัน ดังนั้น ต้องมีความระมัดระวังให้ดี เมื่อจะมีการทำลายทิ้ง หรือนำวัสดุเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่ เพราะว่า สิ่งที่ปนเปื้อนเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
     ลานนา ดวงสิงห์ ได้เขียนไว้ในบทความว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้กำลังไฟฟ้าต่ำ นั่นก็คือไม่เกิน 30 Watts โดยเฉพาะอย่างยิ่งจอภาพต้องมีระบบป้องกันรังสีที่เป็นอันตรายต่อสายตา เครื่องพิมพ์ (Printer) ต้องใช้ไฟฟ้าระหว่าง 30-45 Watts อุปกรณ์ต่างๆ ต้องไม่มีผลกระทบต่อสรีระของมนุษย์ส่วนรวม ลักษณะเหล่านี้ รวมเรียกว่า Green Computing
     ในสหภาพยุโรป มีความเข้มงวดมากเกี่ยวกับวัตถุที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และมีความเข้มงวดมากเกี่ยวกับการใช้สารอันตรายในการผลิตคอมพิวเตอร์ มีคำสั่งออกมาให้โรงงานผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ ต้องสามารถนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาใช้แล้ว ต้องสามารถนำกลับไปใช้ใหม่ได้อย่างน้อย 65 เปอร์เซ็นต์ และต้องมีการวางแผนในการบริหารจัดการในกระบวนการนำสิ่งที่ใช้แล้ว กลับมาใช้ใหม่เหล่านั้นด้วย
       ปัญหาในขณะนี้ก็คือ จะมีวิธีการอย่างไร ในการนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ล่าสมัยหรือตกรุ่นแล้วไปทิ้งด้วยวิธีการที่ปลอดภัย มีหลายรัฐในอเมริกาที่มีโปรแกรมการนำสิ่งที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ บางอุตสาหกรรมการผลิตได้ทำการพัฒนาโปรแกรมของเขาเองขึ้นมาใช้ ปัจจุบันได้มีการจัดกิจกรรมโครงการรณรงค์เพื่อยุติภาวะโลกร้อน (Greenpeace) ขององค์กรกันมากขึ้น มีการจัดอันดับปัญหาของผู้ผลิตตามนโยบายของผู้ผลิตเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นพิษ, การนำสิ่งที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุตสาหกรรม
      ปัจจุบันมีการจัดอันดับของบริษัทไอที ซึ่งได้ให้ความสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม ในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสีเขียว ในปี ค.ศ.2013 และมีบริษัทที่ติดอันดับต้นๆ ได้แก่ กูเกิล, เฟซบุ๊ก, ไมโครซอฟท์, ยาฮู, อีเบย์ เป็นต้น
    นอกจากนี้ ยังมีหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมไอซีที ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อสนับสนุนส่งเสริมกฎเกณฑ์การปฏิบัติสำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไอซีที หลักเกณฑ์ของอุตสาหกรรมไอซีทีนี้เน้นไปที่ความยุติธรรม และความปลอดภัยของพนักงาน, ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม, ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจขององค์กรด้านไอซีที, ผู้ผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, บริษัทซอฟต์แวร์ และผู้ให้บริการด้านกระบวนการผลิต ซึ่งอาจจะสมัครใจเข้ามาสมาชิกของหน่วยงานรัฐบาล
  หลักเกณฑ์ในการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมไอซีทีนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดประสิทธิภาพการทำงาน, การปฏิบัติตาม, การตรวจสอบ และการรายงานแนวทางใน 5 ของพื้นที่ของความรับผิดชอบต่อสังคม คือ 
(1) แรงงาน คือ จะต้องยึดมั่นในเรื่องสิทธิมนุษยชนของแรงงาน และปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างมีศักดิ์ศรีและความเคารพมีความเข้าใจกันระหว่างประชาคมระหว่างประเทศ 
(2) สุขภาพและความปลอดภัย คือ ต้องจัดให้มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและมีสุขภาพดี ลดเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายและการเจ็บป่วย
(3) สิ่งแวดล้อม คือ การผลิตสินค้า ต้องก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อชุมชน, สิ่งแวดล้อม, และทรัพยากรธรรมชาติ ให้น้อยที่สุด
(4) ระบบการจัดการ คือ ต้องมั่นใจว่ามีการปฏิบัติเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย 
(5) จริยธรรม คือ จะต้องรักษามาตรฐานสูงสุดของจริยธรรมเอาไว้ รวมทั้ง มีความรับผิดชอบต่อสังคม, ดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต, ไม่แสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ไม่เหมาะสม, การเปิดเผยข้อมูล, ทรัพย์สินทางปัญญา, การดำเนินธุรกิจด้วยความยุติธรรม, การโฆษณา, การแข่งขัน, การปกป้องอัตลักษณ์ เป็นต้น
    จากความข้างต้น จะเห็นได้ว่า หลายภาคส่วนทั่วโลก โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมไอซีที ได้ให้ความสำคัญกับคอมพิวเตอร์สีเขียวและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น เพราะหากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ย่อมส่งผลอันตรายต่อมนุษย์ ตั้งแต่การเจ็บไข้ได้ป่วยเล็ก น้อยๆ ไปจนถึงการเสียชีวิต

คอมพิวเตอร์กับปัญหาสิ่งเเวดล้อม

       ด้วยความหลากหลายของเทคโนโลยีที่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว จึงเป็นเหตุให้การบริโภคสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง และกระจายไปสู่ประชากรทุกชนชั้น ทั้งโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์รุ่นใหม่ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ประกอบกับการก้าวกระโดดของภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้การล้าสมัยของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิดเป็นไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

          ในปีหนึ่งๆ เราบริโภคสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์กันมากน้อยเพียงใด บางคนอาจจะตอบว่า เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือทุกปี เพราะรุ่นใหม่ๆ ออกมาอยู่ตลอด ถ้าไม่เปลี่ยนอาจจะตกเทรนด์ โดยเฉพาะโทรทัศน์จอแอลซีดี ที่มีราคาต่ำลงจนน่าตกใจ ยังไม่รวมคอมพิวเตอร์ ที่หลายท่านมีไว้ในครอบครองทั้งพีซีและโน้ตบุ้ค ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ หลายท่านก็ใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพหรือเต็มอายุสินค้านัก ก็อาจจะเปลี่ยนใหม่ เรามักจะหาซื้อมาใช้กันมากมาย โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะเสื่อมสภาพการใช้งานเมื่อใด และจะนำไปกำจัดทิ้งอย่างไร เพื่อไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน และผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม
นั่นทำให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างไม่ตั้งใจในการสร้างกองภูเขาใหญ่ที่ชื่อ "ขยะอิเล็กทรอนิกส์"
ในวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี ให้ความหมายไว้ว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ “อีเวสต์” (e-waste) เป็นของเสียที่ประกอบด้วย เครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เสียหรือไม่มีคนต้องการแล้ว ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นประเด็นวิตกกังวล เนื่องจากชิ้นส่วนหลายชิ้นในอุปกรณ์เหล่านั้น ถือว่าเป็นพิษ และไม่สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้
ความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีทุกวันนี้ยังมีส่วนเร่งให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในสภาพตกรุ่นเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีอัตราการเปลี่ยนเครื่องบ่อยที่สุด อายุการใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน อยู่ระหว่าง 3-5 ปี ขณะที่โทรศัพท์มือถือมีอายุใช้งานเฉลี่ย 18 เดือน อายุการใช้งานบวกกับจำนวนผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกนั้น กำลังเป็นปัจจัยที่เพิ่มขึ้นของขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปพร้อมๆ กัน
ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลกมีมากถึง 40 – 50 ล้านตันต่อปี ในประเทศไทยเองจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ในปี 2546 ประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 58,000 ตัน ในปี 2547 - 2548 มีการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มือสองจากญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี และสิงคโปร์ มากถึง 265,000 ตัน จะเห็นได้ว่าเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมากจนน่าตกใจ
ปัจจุบันปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นเป็น 3 เท่าของขยะมูลฝอยในชุมชน โดยเฉพาะขยะที่มาจากผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงรุ่นและตกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการเลิกใช้ และถูกทิ้งเป็นขยะสะสมเป็นปริมาณมากตามความต้องการของตลาด
นอกจากนี้ ประเทศไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของปลายทางขยะอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลก ซึ่งถูกแฝงมาในรูปของการนำเข้าสินค้าคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือที่ใช้แล้วจากต่างประเทศ ซึ่งมีอายุการใช้งานสั้น และพร้อมจะเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ สร้างปัญหามลพิษต่อไป
ถ้าหากใครเคยไปเดินที่พันธ์ทิพย์ จะเห็นว่ามีคอมพิวเตอร์มือสองวางขายเป็นจำนวนมาก และคนก็ชอบซื้อ เพราะราคาถูกกว่า 50-70% เลยทีเดียว

วงจรชีวิตของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนมาก ไม่ทราบถึงมหันตภัยร้ายแรงที่มีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากวงจรชีวิตของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น การใช้สารพิษที่เป็นอันตรายอย่างสารปรอท ตะกั่ว และสารทนไฟในกระบวนการผลิต ที่สามารถก่อให้เกิดการปนเปื้อนสารพิษในสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนงาน อีกทั้งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างขั้นตอนการรีไซเคิล และการกำจัดอีกด้วย


แผนผังวงจรผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย



แบบทดสอบ เรื่องคอมพิวเตอร์กับสังคม

แบบทดสอบ เรื่องคอมพิวเตอร์กับสังคม