วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563

ความเสี่ยงทางด้านข้อมูลและซอฟต์แวร์


     ข้อมูลถือเป็นเรื่องหลักสำคัญของทุกๆ องค์กรเลยก็ว่าได้ และส่วนใหญ่แหล่งข้อมูลต่างๆ ภายในองค์กรมักถูกจัดเก็บไว้ในแหล่งเดียวกัน หรืออยู่ภายใต้ฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ดังนั้นหากเกิดข้อขัดข้องหรือเสียหายขึ้นมาย่อมส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กรในภาพรวมทั้งหมด
                
       ปกติแล้ว  ข้อมูลจะถูกรวบรวมในแต่ละวัน  และสะสมจนมากขึ้นเรื่อยๆ จนล่วงเลยระยะเวลาเป็นปี ดังนั้นเมื่อข้อมูลเสียหายหรือสูญหาย  จึงเป็นเรื่องที่ยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย  กับการรวบรวมข้อมูลขึ้นมาใหม่  หรือหากต้องการดำเนินการจริงๆ  ย่อมเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก  แลไม่คุ้มค่ากับการดำเนินการ  ดังนั้นแนวทางที่ดีก็คือ  การลดความเสี่ยงและปกป้องข้อมูลมิให้เกิดความเสียหาย  ซึ่งทั้งข้อมูลและซอฟต์แวร์นั้น  มีความเสี่ยงต่อการถูกทำลายได้ง่าย  รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากการโจรกรม  อย่างไรก็ตาม  นอกจากภัยธรรมชาติ ที่ทำให้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เสียหายแล้ว ก็ยังมีความเสียหายที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์อยู่ไม่น้อย

                1. การโจรกรรมสารสนเทศ และการสวมรอยความเป็นตัวคุณ ในบางครั้งการขาดความระมัดระวังขององค์กร หรือความประมาทจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานผ่านเครือข่ายสาธารณะอย่างอินเทอร์เน็ต ถือเป็นการเสี่ยงภัยด้านความปลอดภัย รวมถึงช่องโหว่ในด้านต่างๆ ตัวอย่างเช่น มีผู้ไม่ประสงค์ดีได้ทำการติดตั้งโปรแกรมที่เรียกว่า “Invisible KeyLoggerStealth” ลงในคอมพิวเตอร์ของร้านอินเทอร์เน็ต โปรแกรมประเภทKeystroke Logging ที่ซ่อนการทำงานอยู่ในเครื่องก็จะทำการบันทึกข้อมูลทุกๆ อย่างที่ลูกค้าพิมพ์ไปทั้งหมด ถัดมาอีก ปี ซอฟต์แวร์นี้ก็ได้ทันทึกรหัสประจำตัวผู้ใช้ พร้อมรหัสผ่านของลูกค้าไปกว่า 450รายด้วยกัน รวมถึงข้อมูลทางการเงินของลูกค้าด้วย จากนั้นรหัสประจำตัวผู้ใช้ดังกล่าวก็จะถูกผู้ไม่ประสงค์ดีเหล่านี้นำมาใช้เพื่อสวมรอยความเป็นตัวคุณหรือที่เรียกว่า Identity Theft โดยจะนำชื่อของคุณไปใช้เพื่อการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่ส่องในทางที่ผิด เช่น การสวมรอยความเป็นตัวคุณในการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน ด้วยการนำข้อมูลส่วนตัวของคุณไปใช้เพื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือการนำไปใช้เพื่อส่องในทางทุจริตและเรื่องเสื่อมเสีย  ทำให้ตัวคุณต้องกลายเป็นแพะรับบาปจากสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ  นอกจากนี้ยังมีเทคนิคที่เรียกว่า  Social Engineering หรือวิศวกรรมทางสังคม โดยเป็นเทคนิคที่ผู้ไม่ประสงค์ดี ทำการขโมยข้อมูลส่วนบุคคลด้วยการใช้กลวิธีโทรศัพท์มาหาเหยื่อ แล้วอ้างตัวเองว่ามาจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ จากนั้นก็หลอกเหยื่อให้ตายใจและหลงผิดเพื่อปฏิบัติตาม ด้วยการให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลสำคัญบางอย่าง เช่น รหัสผ่าน หรือหมายเลขสำคัญของบัตรเครดิตหรือบัตร  ATMไป ซึ่งจะพบว่าเทคนิคนี้เป็นกลลวงที่ง่ายมาก ลงทุนต่ำ แต่ก็มีบุคคลที่ตกเป็นเหยื่ออยู่ไม่น้อย ด้วยการใช้หลักจิตวิทยาเพื่อโน้มน้าวจุดอ่อนของคนให้เกิดความกลัว  หลงเชื่อและยินดีบอกข้อมูลส่วนตัวไปในที่สุด ส่วน Phishing (อ่านออกเสียงเหมือนคำว่า Fishing)ก็จัดเป็นกลวิธีหนึ่งของการหลอกลวงให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน หรือข้อมูลส่วนตัวสำคัญอื่นๆ เช่นรหัสประจำตัวผู้ใช้ รหัสผ่าน หรือหมายเลขบัตรเครดิต โดยจะส่งอีเมลปลอมที่ถูกจัดทำขึ้นให้ดูสมจริง แล้วหลอกเหยื่อให้คลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ของตน ที่สำคัญเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเว็บไซต์ปลอมที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาให้ดูเป็นทางการ  มีการจดทะเบียนโดเมนจริง เสมือนกับเป็นองค์กรจริงๆ  และได้ลงทะเบียนโดยมีการกรอกข้อมูลส่วนตัว  และข้อมูลทางการเงินผ่านเว็บไซต์ปลอมแห่งนี้ ข้อมูลสำคัญของท่านก็จะถูกลักลอบนำไปใช้ในทางที่ผิด


ฟิชชิ่งเว็บไซต์ ที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมาในนามของ Bank of America

                2. การดัดแปลง/ทำลายข้อมูล และการเปลี่ยนโฉมหน้าเว็บ การดัดแปลงหรือทำลายข้อมูล ถือเป็นการกระทำที่ประสงค์ร้าย ส่งผลให้ข้อมูลผิดธรรมชาติไปจากความเป็นจริง รวมถึงการมีเรคอร์ดข้อมูลปลอมปนมา ในขณะที่แฮกเกอร์บางรายมีเป้าหมายมุ่งทำลายเว็บไซต์ระดับองค์กร โดยได้ทำการเจาะระบบและดำเนินการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าเว็บ (Web Defacement) ให้เพี้ยนไปจากเดิม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการทำลายทรัพย์สินอันมีค่าขององค์กร ทำให้องค์กรต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการแก้ไขข้อมูลให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หรือนำข้อมูลที่เคยสำรองไว้มาใช้งานแทน แต่ก็ใช่ว่าข้อมูลสำรองที่นำมาใช้งานในครั้งนี้จะเป็นข้อมูลที่อัปเดตที่สุด อย่างไรก็ตาม หากความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่มากนัก ทีมงานไอทีจะต้องใช้เวลาไปกับการตรวจสอบข้อมูลว่ามีความถูกต้องตรงกันหรือไม่ และจะต้องวางมาตรการจัดการเพื่อป้องกันมิให้เกิดอีกได้อย่างไร  รวมถึงการติดตามผู้กระทำผิด  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีค่าใช้จ่ายที่สูง
                3. ไวรัสคอมพิวเตอร์ เวิร์ม และบอมบ์ เนื่องจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ทั่วไปในปัจจุบันล้วนเสี่ยงภัยต่อการถูกคุกคามโดยไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก ไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นโปรแกรมขนาดเล็กที่สามารถแฝงเข้าไปกับไฟล์ข้อมูล ครั้นเมื่อไวรัสคอมพิวเตอร์ติดอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว จะทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเกิดปัญหาต่างๆ นานา จากการใช้งาน สำหรับความรุนแรงของปัญหาจะมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับไวรัสคอมพิวเตอร์ชนิดนั้นๆ เป็นสำคัญ โดยไวรัสคอมพิวเตอร์บางตัวมุ่งสร้างความรำคาญแก่ผู้ใช้ ทำให้เครื่องทำงานช้าลงหรือเข้าไปปรับแก้ไขโปรแกรมที่ใช้งานให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิม ในขณะที่ไวรัสคอมพิวเตอร์บางตัวมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายล้างข้อมูลโดยเฉพาะ สำหรับการติดต่อของไวรัสคอมพิวเตอร์จะสามารถติดต่อผ่านไฟล์ที่เป็นพาหะ เพื่อแพร่เชื้อนี้ต่อไปเรื่อยๆ เช่น การคัดเลือกไฟล์ที่มีไวรัสจากแฟลชไดรฟ์การดาวน์โหลดไฟล์ที่มีไวรัสจากเว็บไซต์และนำไปติดตั้งใช้งาน หรือการเปิดอีเมลที่ได้แนบไวรัสมา  เป็นต้น
                ส่วน เวิร์ม(Worm) หรือหนอนไวรัส จะมีความสามารถในการป้องกันตัวเองเพื่อให้ผู้ใช้เกิดความหลงผิดได้ โดยหนอนไวรัสหากถูกแพร่ออกไปแล้ว มันสามารถที่จะเปลี่ยนชื่อแฟ้มข้อมูลของตัวเองให้กลายเป็นชื่อแฟ้มข้อมูลชื่ออื่นๆ แทนชื่อแฟ้มข้อมูลเดิมที่ถูกหนอนไวรัสลบทิ้งไป จึงทำให้การค้นหาไฟล์ที่เป็นหนอนไวรัสจริงๆ ค้นหาได้ยากขึ้น ครั้นเมื่อผู้ใช้หลงผิดด้วยการเปิดไฟล์ดังกล่าวขึ้นมาใช้งาน หนอนไวรัสก็จะถูกกระตุ้นให้ทำงาน ซึ่งโดยปกติหนอนไวรัสมักสร้างความเสียหายให้กับระบบเครือข่ายเป็นสำคัญ โดยมีความสามารถในการคัดลอกตัวเองเพื่อขยายพันธุ์ และชอนไชไปยังคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้เครือข่ายเต็มไปด้วยหนอนไวรัสส่งผลต่อการจราจรบนเครือข่ายติดขัด และทำให้เครือข่ายล่มในที่สุด
                ไวรัสคอมพิวเตอร์บางชนิดจะเรียกว่า ม้าโทรจัน (Trojan Horses) ซึ่งจัดเป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่ลักลอบเข้ามาด้วยการซ่อนมากับแฟ้มข้อมูล อีเมล เกม หรือการ์ดอวยพรอิเล็กทรอนิกส์ ครั้นเมื่อผู้ใช้เปิดอ่านม้าโทรจันก็จะถูกกระตุ้นให้ทำงานโดยทันที โดยม้าโทรจันมีจุดมุ่งหมายเพื่อลักลอบเข้ามาเป็นสายลับ และทำการแอบส่งข้อมูลที่เป็นความลับในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานส่งกลับไปยังโฮสต์ของผู้สร้าง
                นอกจากนี้  ยังมีโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาที่เรียกว่า  ลอจิกบอมบ์ (Logic Bomb) ซึ่งคล้ายกับไวรัสคอมพิวเตอร์ แต่จะมีพิษร้ายกาจและมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายมากกว่า ระบบคอมพิวเตอร์ระดับองค์กรที่ตกเป็นเหยื่อจะเกิดความเสียหายจนกระทั่งสูญเสียและใช้การไม่ได้  ชุดคำสั่งในลอจิกบอมบ์  ผู้เขียนจะมีการสร้างเงื่อนไขเอาไว้เพื่อปฏิบัติการบางอย่าง  ครั้นในเวลาต่อมา  เหตุการณ์หรือสถานการณ์ในวันนั้นได้ตรงกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในชุดคำสั่ง  ทำให้ชุดคำสั่งในลอจิกบอมบ์ถูกกระตุ้นให้ทำงานโดยทันที  ตัวอย่างเช่น  ลอจิกบอมบ์ได้แฝงตัวมาและอยู่ในเครื่องเซิร์ฟวเวอร์ขององค์กร  ซึ่งการใช้งานประจำวันก็จะดำเนินการไปตามปกติ  แต่หากวันใดก็ตามที่ตรงกับวันศุกร์ที่  13 เมื่อใด  โค้ดคำสั่งในลอจิกบอมบ์ก็จะถูกกระตุ้นให้ทำงานตามเงื่อนไข เช่น จะทำการลบข้อมูลสำคัญในระบบออกไปทั้งหมด หรือฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์  เป็นต้น
                สำหรับแนวทางในการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ เวิร์มและโทรจัน สามารถใช้ซอฟต์แวร์อย่างโปรแกรมแอนตี้ไวรัส  ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากทีเดียว  ที่ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  แต่อย่างไรก็ตาม  ซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสแบบใช้งานฟรีนั้น  ส่วนใหญ่จะครอบคลุมการใช้งานไม่ครบถ้วน  แต่ก็ใช้งานครอบคลุมส่วนที่จำเป็นได้ดีระดับหนึ่ง)  ดังนั้นหากต้องการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ผู้ใช้ก็จะต้องติดต่อขอซื้อเวอร์ชั่นสมบูรณ์ผ่านเว็บไซต์ ซึ่งจำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย  สำหรับตัวอย่างซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสแบบลิขสิทธิ์  เช่น  Symantec, McAfee  และแบบฟรีแวร์ที่ได้รับความนิยมและสามารถหาดาวน์โหลดได้ฟรีบนอินเทอร์เน็ต เช่น AVG Anti-Virus , Avira AntiVirและ  BitDefender เป็นต้น




 และต่อไปนี้เป็นขั้นตอนการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์  ประกอบด้วย
                ติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสและสั่งให้ทำงานอยู่เสมอ สำหรับโปรแกรมแอนตี้ไวรัสโดยส่วนใหญ่เมื่อทำการติดตั้งเบ็ดเสร็จแล้ว มักจะทำงานโดยทันทีหรือเมื่อมีการบูตเครื่องใหม่ทุกครั้งในการพิจารณาว่าจะใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสของค่ายใด ในปัจจุบันสามารถหาได้ง่ายมากตามเว็บไซต์ ซึ่งจะมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่ผู้ใช้สามารถหาดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีก็มีอยู่มากมาย  อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพสูงด้วย
                อัปเดตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสอย่างสม่ำเสมอ มีไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวันดังนั้น การอัปเดตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ตัวโปรแกรมสามารถตรวจจับพบและกำจัดไวรัสตัวใหม่ๆ ได้ ในการอัปเดตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดผ่านเว็บ หรือสั่งอัปเดตแบบออนไลน์ทันทีเมื่อมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
                -  สแกนอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกทุกครั้ง ก่อนคัดลอกหรือสั่งรันโปรแกรมจากอุปกรณ์หรือสื่อจัดเก็บข้อมูลภายนอก เช่น แฟลชไดรฟ์ แผ่นซีดี หรือดีวีดี ควรสั่งให้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสทำการสแกนก่อน เพื่อป้องกันไวรัสติดเข้าเครื่อง
                -เลือกติดตั้งซอฟต์แวร์ที่มีความน่าเชื่อถือเท่านั้น ในปัจจุบันมีซอตฟ์แวร์จำนวนมากมาย ที่สามารถหาดาวน์โหลดเพื่อนำมาใช้งานได้ฟรีบนอินเทอร์เน็ต ดังนั้นไวรัสคอมพิวเตอร์จึงมักแฝงมากับไฟล์เหล่านี้  แนวทางหนึ่งที่ควรพิจารณาก็คือ  ควรเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่มีความน่าเชื่อถือจากบริษัทผู้ผลิตที่ได้รับการยอมรับ  รวมถึงเลือกดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีความปลอดภัย
                ติดตามไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาอย่างระมัดระวังภายหลังจากการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์จากอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ในเครื่องแล้ว  ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของไฟล์ที่สามารถรันได้ทันที(Executed Files) หรืออาจเป็นไฟล์ที่ถูกย่อมา  (Zip Files) ไม่ควรสั่งรันโดยทันที ให้ทำการสแกนไฟล์ดังกล่าวด้วยโปรแกรมแอนตี้ไวรัสก่อน
                หากตรวจพบไวรัส จะต้องจัดการโดยทันที ทันทีที่ตัวโปรแกรมแอนตี้ไวรัสได้ตรวจพบไวรัสในคอมพิวเตอร์แล้ว  จะต้องดำเนินการกำจัดด้วยการลบไวรัสตัวนั้นออกไป  ก่อนที่จะก่อให้เกิดความเสียหายในภายหลัง
                4. อุบัติเหตุที่เกิดจากความสะเพร่า ในบางครั้งข้อมูลหรือซอฟต์แวร์อาจเสียหายจากความสะเพร่าโดยไม่เจตนา อันเนื่องมาจากการอบรมใช้งานที่ไม่ดีพอ หรือเกิดจากข้อผิดพลาดจากน้ำมือของมนุษย์เอง ถึงแม้ว่าความเสียหายโดยไม่เจตนา จะเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งสำหรับแอปพลิเคชั่นที่มีระบบคงทน แต่การอบรมใช้งานที่ไม่ดีพออาจส่งผลลัพธ์ที่ไม่สมควรเกิดขึ้นจากการใช้งานแอปพลิเคชั่น แล้วส่งผลเสียร้ายแรงต่อข้อมูลที่ผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องปฏิบัติบนหน้าจอที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขหรือการลบข้อมูลแอปพลิเคชั่นโปรแกรมที่ดี จะมีคำถามยืนยันให้ผู้ใช้รับทราบว่า “Are you sure you want to delete the record ?” หรือมีข้อความเตือนให้ระวัง เช่น “This might destroy the file.”ซึ่งข้อความดังกล่าวจะช่วยยืนยันถึงสิ่งที่จะทำลงไปก่อนดำเนินการจริง  เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่เจตนาได้


                นอกจากนี้ การไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดโปรแกรมและมิให้ผู้ใช้ทำการติดตั้งโปรแกรมลงในเครื่องด้วยตนเอง  ก็ถือเป็นแนวทางในการป้องกันความเสียหายได้ดีอีกทางหนึ่ง  โดยผู้ดูแลระบบจะต้องควบคุมและจำกัดสิทธิการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนตามความเหมาะสม ทั้งนี้ผู้ใช้รายใดที่มีความจำเป็นหรือต้องการติดตั้งโปรแกรมใดๆ เพิ่มเติม จะต้องได้รับกาอนุญาตจากผู้ดูแลระบบเท่านั้นจึงจะได้รับรหัสผ่านเพื่อดำเนินการติดตั้งได้ต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แบบทดสอบ เรื่องคอมพิวเตอร์กับสังคม

แบบทดสอบ เรื่องคอมพิวเตอร์กับสังคม