จากการศึกษาในสัตว์ทดลองโดยให้สัตว์ทดลองอยู่ในบริเวณใกล้กับจอภาพคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ พบว่าเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนไฮโปทาลามัสลดลง เขามีความเชื่อว่าคลื่นไฟฟ้าที่กระจายออกมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนนี้ลดลง ทำให้เกิดความไม่สมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งมีผลต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทั้งด้านอารมณ์ จิตใจ และการทำงานของ
อวัยวะต่าง ๆ นอกจากสมมติฐานนี้แล้วยังมีผู้เสนอว่าอาจเกิดจากคลื่นไฟฟ้า ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของเซลล์ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งมีผลทำให้อวัยวะต่าง ๆ เกิดความผิดปกติ
ในเมื่อยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัด สถาบันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงแรงงานของญี่ปุ่น ได้แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้
1. ผู้ใช้จอภาพคอมพิวเตอร์ควรได้รับการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน
2. ผู้ใช้จอภาพคอมพิวเตอร์ควรได้รับการตรวจสุขภาพระหว่างการทำงานปีละ 2 ครั้ง
3. สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้จอภาพคอมพิวเตอร์ หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงไปทำงานอย่างอื่น
4. ผู้ที่มีความผิดปกติทางตาเหล่านี้ไม่ควรทำงานที่เกี่ยวข้องกับจอภาพคอมพิวเตอร์
- ผู้ป่วยต้อหิน
- ผู้ที่สายตาสั้นอย่างมาก
- ผู้ที่มีสายตาเอียงมาก
เมื่ออ่านข้อแนะนำเหล่านี้แล้วหลายท่านอาจลังเลหรือกังวลที่จะใช้คอมพิวเตอร์หรือใช้ด้วยความไม่สบายใจ ลองอ่านข้อมูลต่อไปนี้แล้ว อาจจะช่วยให้ท่านสบายใจได้
องค์การอนามัยโลกได้ตระหนักถึงปัญหานี้จึงได้ตั้งคณะกรรมการต่อสุขภาพจากการใช้จอคอมพิวเตอร์ พบว่าปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ ปัญหาการเมื่อยล้าของตา และปัญหาการเมื่อยล้าของร่างกาย แต่ผลที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน เชื่อว่าเป็นผลจากสภาพแวดล้อมเป็นหลัก เช่น แสงสว่างในการทำงาน สภาพทางจิตใจ ความเครียดและความเมื่อยล้าของร่างกาย ส่วนอันตรายที่เกิดจากการกระจายของคลื่นไฟฟ้าต่าง ๆ (ได้แก่ คลื่นวิทยุ คลื่นแสง รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซเรย์ และอื่น ๆ) ไม่น่าจะมีผลต่อร่างกาย เพราะคลื่นที่กระจายออกมานี้มีปริมาณน้อยกว่า 200-1,500 เท่าของค่ามาตรฐานที่ปลอดภัย องค์การอนามัยโลกได้แนะนำการใช้จอคอมพิวเตอร์ ดังนี้
1. ผู้ใช้จอภาพคอมพิวเตอร์ ควรแก้ปัญหาสายตาด้วยแว่นที่เหมาะสม
2. จอภาพที่ใช้ควรเลือกใช้จอภาพที่มีคุณภาพดี ปัจจัยที่ควรคำนึงถึง ได้แก่ ความคมชัดของภาพ
ความสว่างของจอ ภาพไม่กะพริบ และอื่น ๆ
3. การปรับแสงสว่างให้พอเหมาะจะช่วยลดอาการไม่สบายตาได้
4. จอภาพคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ จะมีสารเคลือบกระจกของจอภาพช่วยลดแสงสะท้อนอยู่แล้ว จึง
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้แผ่นกรองแสงติดภายนอกอีก การใช้แผ่นกรองแสงอาจช่วยลดแสงสะท้อนได้ แต่ขณะเดียวกันจะทำให้ความคมชัดของ ภาพลดลง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้ตาเมื่อยล้าได้
5. ควรปรับสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ลดเสียงรบกวน ให้เหมาะกับการทำงาน
6. โต๊ะและเก้าอี้ที่ใช้ต้องเหมาะสมกับผู้ใช้
7. ไม่จำเป็นต้องใช้แผ่นตะกั่วเพื่อป้องกันรังสีเอกซเรย์ที่แพร่กระจายออกจากจอภาพ แม้สตรีตั้ง-
ครรภ์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้
8. หากมีปัญหาในการมองเห็นควรพบแพทย์
ในแง่ของสภาพแวดล้อมทั้งแสง เสียง อุณหภูมิในห้องทำงาน รวมไปถึงอุปกรณ์ภายในสำนักงานก็
เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดอาการผิดปกติ อันเกิดจากการทำงานระยะใกล้ติดต่อกันเป็นเวลานาน มีข้อแนะนำดังนี้
1. ปรับแสงสว่างให้พอเหมาะทั้งแสงบนจอคอมพิวเตอร์และแสงรอบข้าง โดยทั่วไปควรปรับแสง
สว่างบนจอภาพให้สว่างเป็น 3 เท่า ของความสว่างในห้องทำงาน เช่น ความสว่างบนจอคอมพิวเตอร์เท่ากับ 500 ลักซ์ ความสว่างรอบข้างภายในห้องควรประมาณ 150 ลักซ์ ไม่ควรดับไฟในห้องทำงานแล้วเปิดแต่จอภาพคอมพิวเตอร์ เพราะจะทำให้มีอาการไม่สบายตา
2. ควรปรับระดับจอภาพคอมพิวเตอร์ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตา ประมาณ 15-20 องศา เพราะท่าที่ตาเหลือบมองลงล่างเล็กน้อย จะเป็นท่าที่สบายที่สุด หากจอคอมพิวเตอร์อยู่สูงกว่าระดับสายตา ร่างกายจะปรับโดยการเงยหน้าสูงขึ้นเพื่อทำให้ระดับสายตามองลงล่าง การเงยหน้านาน ๆ จะทำให้มีปัญหา ปวดคอ ปวดไหล่ และปวดหลังได้
3. สำหรับผู้ที่มีสายตาคนแก่ (สายตายาว) ซึ่งมักเริ่มมีอาการเมื่ออายุประมาณ 40 ปี จำเป็นต้องใช้
แว่นช่วยในการดูใกล้ การเลือกชนิดของแว่นก็มีความสำคัญต่อการทำงาน แนะนำว่าควรเลือกใช้แว่นชนิดชั้นเดียว (สำหรับมองใกล้อย่างเดียว) จะดีกว่าการใช้แว่นตาชนิดสองชั้น (สำหรับมองใกล้และมองไกล) เพราะจะทำให้ลานสายตากว้างกว่า และควรบอกผู้ประกอบแว่นด้วยว่าต้องการใช้สำหรับการทำงานที่ระยะ 50-70 เซนติเมตร เพราะมิฉะนั้นแล้ว ช่างจะตัดให้เห็นชัดที่ระยะ 30 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ใช้ในการอ่านหนังสือ
4. โต๊ะ เก้าอี้ แป้นพิมพ์ ระดับความสูงของคอมพิวเตอร์ ควรเป็นแบบชนิดที่สามารถปรับให้สูงต่ำ
ได้ตามต้องการ เพื่อให้ได้ท่านั่งที่สบาย ถูกสุขลักษณะ นั่นคือ
- ควรให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ระดับต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย
- โต๊ะและเก้าอี้สูงพอเหมาะที่จะนั่งได้พอดีโดยหลังตรง ไม่คดงอ
- ควรมีที่สำหรับวางข้อมือระหว่างพิมพ์กับขอบโต๊ะ เพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อแขนและไหล่

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น